สาวๆควรรู้ ผลของการไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายๆวัน

  สาว ๆ คนไหนที่รู้ตัวว่าขี้เกียจอาบน้ำ ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าถ้าไม่ใส่ใจเรื่องสุขอนามัยของตัวเองละก็ อาจเกิดผลเสียและปัญหาผิวต่าง ๆ รวมถึงปัญหาสุขภาพได้ ดังต่อไปนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาความสะอาดเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อสุขภาพและอนามัยของเรา แต่ในบางครั้งความขี้เกียจก็เข้ามาครอบงำสาว ๆ ทำให้หลายคนไม่ค่อยชอบอาบน้ำบ่อย ๆ สักเท่าไรนัก แถมบางคนยังแอบพูดเล่นว่าถ้าใจสะอาดแล้ว น้ำไม่ต้องอาบก็ได้ ทั้งที่ความเป็นจริง การไม่อาบน้ำเพียงวันเดียว ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายของเราแล้ว และยิ่งถ้าไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายวันด้วย ยิ่งเกิดผลร้ายมากกว่าผลดีแน่นอน ลองคิดดูสิคะ ในแต่ละวัน เราต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง ไหนจะฝุ่นควัน สิ่งสกปรก เชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ อีก หูยยย… แค่คิดก็สยองแล้ว และเพื่อเป็นการเตือนใจสาว ๆ ที่ขี้เกียจอาบน้ำทั้งหลาย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยได้รวบรวมผลเสียของการไม่อาบน้ำมาให้ได้ทราบกัน มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง… แบคทีเรียสะสม รู้หรือไม่ว่าบนผิวหนังของคนเรานั้น มีแบคทีเรียอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ โดยแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์จะช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวให้ผิวชุ่มชื้นสุขภาพดี แต่หากเราละเลยการอาบน้ำแล้ว จะทำให้แบคทีเรียที่ไม่ดีเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดสิ่งสกปรก เชื้อโรคและแบคทีเรียสะสมจนเกิดเป็นโรคผิวหนังได้ค่ะ มีกลิ่นตัวเหม็น แค่ในระหว่างวันก็ยังเกิดกลิ่นตัวขึ้นได้ ยิ่งถ้าคุณสาว ๆ ไม่อาบน้ำเลยนั้น รับรองว่ากลิ่นเหงื่อ กลิ่นไคลต้องเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นแน่ ๆ ทั้งนี้กลิ่นตัวเกิดจากการหมักหมมของเชื้อแบคทีเรีย

การออกกำลังกายที่หลากหลาย ดีต่อกายแถมดีต่อใจ

ใครหลายๆคนเมื่อพบการออกกำลังที่ใช่แล้วก็มักจะทำแบบเดิมซ้ำๆ การออกกำลังกายแบบอื่นไม่อยู่ในสายตาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนชอบวิ่งที่ได้เห็นระยะทางของตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือคนที่ติดใจช่วงเวลาหลังยกเวต เมื่อผลที่ได้คือกล้ามเนื้อเฟิร์มแน่นจนไม่อยากเล่นอย่างอื่นอีก แต่เมื่อออกกำลังกายซ้ำรูปแบบไปในระยะหนึ่งจะเริ่มไม่เห็นผลความเปลี่ยนแปลง ออกกำลังเป็นชั่วโมงแล้วไม่สะใจเหมือนก่อน เหมือนกับร่างกายหยุดพัฒนาไปเสียเฉยๆ “เมื่อออกกำลังกายตามโปรแกรมที่วางไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายจะปรับตัวเพราะคุ้นเคยกับการใช้งานแบบนั้นแล้ว ดังนั้นจากเดิมที่ร่างกายกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน พอร่างกายชินกับการเคลื่อนไหวลักษณะนี้จนกล้ามเนื้อจำกลายเป็นการทำงานตามอัตโนมัติ จึงเกิดการเผาผลาญน้อยลง ทั้งๆ ที่ออกกำลังกายแบบเดิมในระยะเวลาเท่าเดิม ดังนั้นหลายคนจึงรู้สึกได้ว่าน้ำหนักลดยากไม่เหมือนช่วงแรกๆ” คุณทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จากฟิตเนส เฟิรส์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านออกกำลังกาย บอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อออกกำลังกายเพียงรูปแบบเดียว แล้วก็ชวนมาปรับเปลี่ยนเพื่อท้าทายให้ร่างกายพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลทั้ง 5 ประการดังนี้ 1.น้ำหนักสามารถลดลงต่อเนื่อง เมื่อออกกำลังด้วยกิจกรรมเดิมไปนานๆ จะทำให้ใช้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและกล้ามเนื้อไม่ทำงานหนักเหมือนตอนที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่เผาผลาญพลังงานมากเหมือนก่อน ส่งผลให้น้ำหนักก็ไม่ลดลงไปด้วย สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักจึงควรปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มการออกกำลังรูปแบบใหม่ เพื่อท้าทายร่างกายให้ใช้งานแบบที่ไม่คุ้นชิน เมื่อร่างกายไม่ชินแล้วก็จะกลับมาทำงานหนักขึ้นและเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ถึงกระนั้นก็ต้องไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องอาหารควบคู่กันไปเพื่อให้การลดน้ำหนักได้ผล   2.ป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อส่วนเดิม คนที่ออกกำลังกายรูปแบบเดิมเป็นประจำย่อมใช้กล้ามเนื้อชุดใดชุดหนึ่งเคลื่อนไหวในรูปแบบซ้ำๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเอ็นเฉพาะส่วนได้ การปรับโปรแกรมหรือเข้าคลาสใหม่ๆ จะเปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวในรูปแบบอื่นใช้กล้ามเนื้อที่หลากหลายขึ้น ถือเป็นการพักกล้ามเนื้อส่วนที่ใช้งานเป็นประจำให้ฟื้นฟูกลับมาพร้อมสำหรับการออกกำลังแบบที่ชอบอีกครั้ง 3.สร้างกล้ามเนื้อส่วนอื่นให้แข็งแรงขึ้น เวลาที่ถนัดหรือชอบการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ร่างกายก็จะพัฒนากล้ามเนื้อและความสามารถในการใช้สำหรับการเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่อาจจะทำให้ละเลยกล้ามเนื้อส่วนอื่นได้เหมือนกัน การทำกิจกรรมใหม่ๆ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่อ่อนแอให้แข็งแรง เตรียมความพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมรูปแบบที่หลากหลาย

บาสเก็ตบอล

สมัยเด็กๆเรามักมีวิชามากมายที่เราต้องเรียน และวิชานี้ก็ขาดไม่ได้ พาละ เป็นวิชา1ในบรรดาที่นักเรียนทั้งหลายชอบมาก เพราะวิชานี้ได้เล่น และเป็นวิชาที่คลายเครียดได้ดีมาก นักเรียนต่างพากันสนุกสนานและชอบเป็นอย่างดี และมันก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราได้รู้จักกับ บาสเก็ตบอล นอกจากลงสนามแล้วเรายังต้องศึกษาถึงประวัติของบาสด้วย ดังนั้นวันนี้เราจะมานำเสนอให้ใครหลายๆคนรู้จักประวัติบาสเก็ตบอลกัน วิชา บาสเก็ตบอล บาสเกตบอล เป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ทีม แต่ละทีมประกอบด้วยผู้เล่น 5 คนพยายามทำคะแนนโดยการโยนลูกเข้าห่วงหรือตะกร้า (basket) ภายใต้กติกาการเล่นมาตรฐาน ตั้งแต่ที่คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) โดย เจมส์ เนสมิท บาสเกตบอลได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นกีฬาสากลโลก กีฬานี้มีจุดเริ่มต้นจากในYMCA ลีกที่เกิดขึ้นในสมัยแรก ๆ เป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมากลายเป็นกีฬาอาชีพ[ต้องการอ้างอิง] มีการจัดตั้งลีกเอ็นบีเอ (National Basketball Association, NBA) และเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ถึงแม้ว่าในระยะแรกยังเป็นกีฬาที่เล่นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กีฬาชนิดนี้แพร่ขยายไปสู่ระดับสากลด้วยความรวดเร็ว ปัจจุบันมีนักกีฬาและทีมที่มีชื่อเสียงตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่เล่นในร่มเป็นหลัก สนามที่ใช้เล่นมีขนาดค่อนข้างเล็ก คะแนนจะได้จากการโยนลูกเข้าห่วงจากด้านบน (ชู้ต,